ข้อบังคับของสมาคมอู่กลางการประกันภัย หมวดที่ 1 ความทั่วไป หมวดที่ 2 สมาชิก หมวดที่ 3 การดำิิเนินกิจการสมาคม หมวดที่ 4 การประชุมใหญ่ หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม หมวดที่ 7 บทเฉพาะกาล หมวด 1 ความทั่วไปข้อ 1 สมาคมนี้มีชื่อว่า “สมาคมอู่กลางการประกันภัย” ย่อว่า “สอป.” ชื่อภาษาอังกฤษ “THE INSURANCE ACCREDITED GARAGE ASSOCIATION” ย่อว่า “LAGA.” ข้อ 2 เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูปสีแดง สีขาว สีน้ำเงิน ประกอบด้วย เส้นสีน้ำเงิน 3 เส้น รวมตัว เป็นลูกศรที่มีทิศทางพุ่งขึ้นล้อมเป็นรูปเรขาคณิตทรงหกเหลี่ยมสีแดง มีทรงกลมสีขาวอยู่ภายใน ด้านซ้าย ประกอบด้วยส่วนโค้งสีแดง 2 เส้น
ความหมายของสัญลักษณ์ มีดังนี้ -ภาพหลักสีน้ำเงิน เส้นรอบนอก ซึ่งมีขนาดใหญ่ หมายถึง กรมการประกันภัย เส้นกลาง หมายถึง สมาคมประกันวินาศภัย เส้นเล็ก หมายถึง สมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย
ทั้งสามองค์กรรวมตัวกันขึ้นเพื่อจัดทำกิจการอู่กลางการประกันภัย ลูกศรรวมเป็นหนึ่งชี้ขึ้นเพื่อแสดงถึงความเจริญก้าวหน้า - ภาพรูปทรงหกเหลี่ยมสีแดง ภายในมีวงกลมสีขาว ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนน็อตอันมีความหมายแทนการซ่อมหรืออู่ซ่อม ในที่นี้ความหมายแทนอู่กลางการประกันภัย - ภาพส่วนโค้งสีแดง 2 เส้น ด้านซ้าย สื่อถึงการเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งขององค์กร - ตัวอักษรภาษาไทย สมาคมอู่กลางการประกันภัยแห่งประเทศไทย ข้อ 3 สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 12 ซอยสุขุมวิท 36 (นภาศัพท์) ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 ข้อ 4 วัตถุประสงค์ของสมาคมเพื่อ 4.1 เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ และเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลในส่วนของการซ่อมรถยนต์ 4.2 ให้การส่งเสริมศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาการซ่อมรถยนต์ให้ได้มาตรฐานและถูกต้องตามหลักเทคนิคและ และวิชาการ ให้คำปรึกษาแนะนำและช่วยเหลือแก่สมาชิกเมื่อมีปัญหาหรือตามที่ร้องขอด้วยความเหมาะสม 4.3 ร่วมมือประสานงานกับกรมการประกันภัยและบริษัทประกันภัย เพื่อจัดทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยรวม 4.4 ติดต่อประสานงานกับองค์กรต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและ ประเทศชาติต่อไป กลับสู่ด้านบน หมวด 2 สมาชิก ข้อ 5 สมาชิกของสมาคมมี 3 ประเภทคือ 5.1 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคมซึ่งคณะกรรมการ ลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม 5.2 สมาชิกสามัญ ได้แก่ บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอู่กลางการประกันภัย 5.3 สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่สนใจการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการซ่อมรถยนต์
ข้อ 6 สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ 6.1 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว 6.2 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย 6.3 ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ 6.4 ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไร้ความสามารถ เสมือนไร้ความสามารถหรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น ข้อ 7 ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม 7.1 สมาชิกสามัญและวิสามัญ จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก 10,000 บาท และค่าบำรุงเป็นรายปี ๆ ละ 3,000 บาท 7.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ข้อ 8 การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยื่นใบสมัครตามแบบและ ระเบียบของสมาคมต่อเลขาธิการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 1 คน และให้เลขาธิการติดประกาศราย- ชื่อ ผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆของสมาคมจะได้คัดค้าน การสมัครนั้น เมื่อครบกำหนดประกาศแล้ว ก็ให้เลขาธิการนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก(ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการภายใน 60 วัน เพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้วผลเป็นประการใด ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งให้ทราบโดยเร็ว
ข้อ 9 ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้ผู้รับสมัครเข้าเป็นสมาชิก ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุง สมาคมให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขาธิการ และสมาชิกภาพของผู้สมัคร ให้เริ่มนับตั้งแต่ วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลง ทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก ข้อ 10 สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการ ได้ พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมได้มาถึงสมาคม ข้อ 11 สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้ 11.1 ตาย 11.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย 11.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิก ตามข้อ 5 และข้อ 6 11.4 ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกหรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนเพราะสมาชิก ผู้นั้นได้ประพฤติตนหรือมีพฤติกรรมอันอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม ข้อ 12 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก 12.1 มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน 12.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ 12.3 มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น 12.4 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม 12.5 สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคมและมีสิทธิ ออกเสียงลงมติต่างๆในที่ประชุมได้คนละ1 คะแนนเสียง 12.6 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินสมาคม 12.7 มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 5 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมวิสามัญใหญ่ได้ 12.8 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด 12.9 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม 12.10 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆของสมาคม 12.11 มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น 12.12 มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย กลับสู่ด้านบน หมวด 3 การดำเนินกิจการสมาคม ข้อ 13 ให้มีคณะกรรมการจำนวน 41 คนทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม คณะกรรมการนี้ได้มาโดยการเลือกตั้ง จากสมาชิกสามัญในเขตพื้นที่รวม 19 เขต มีจำนวนดังนี้ เขตพื้นที่ 1 จังหวัดเชียงราย, จังหวัดพะเยา, จังหวัดแพร่, จังหวัดอุตรดิตถ์, จังหวัดน่าน จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 2 จังหวัคเชียงใหม่, จังหวัดแม่ฮ่องสอน, จังหวัดลำพูน, จังหวัดลำปาง จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก, จังหวัดสุโขทัย, จังหวัดกำแพงเพชร, จังหวัดเพชรบูรณ์, จังหวัดตาก, จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 4 จังหวัดนครสวรรค์, จังหวัดพิจิตร, จังหวัดอุทัยธานี, จังหวัดชัยนาถ จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 5 จังหวัดอุดรธานี, จังหวัดเลย, จังหวัดหนองคาย, จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 6 จังหวัดขอนแก่น, จังหวัดชัยภูมิ, จังหวัดนครพนม, จังหวัดสกลนคร, จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตพื้นที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี, จังหวัดร้อยเอ็ด, จังหวัดอำนาจเจริญ,จังหวัดมหาสารคาม, จังหวัดยโสธร, จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดศรีษะเกษ จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 9 จังหวัดนครปฐม, จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 10 จังหวัดสุพรรณบุรี, จังหวัดอยุธยา, จังหวัดอ่างทอง, จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 11 จังหวัดสระบุรี, จังหวัดลพบุรี, จังหวัดนครนายก, จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 12 จังหวัดชลบุรี, จังหวัดฉะเชิงเทรา, จังหวัดสระแก้ว จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 13 จังหวัดระยอง, จังหวัดจันทบุรี, จังหวัดตราด จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 14 จังหวัดราชบุรี, จังหวัดเพชรบุรี, จังหวัดสมุทรสงคราม, จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 15 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, จังหวัดชุมพร, จังหวัดระนอง จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 16 จังหวัดสุราษฏร์ธานี, จังหวัดนครศรีธรรมราช, จังหวัดพังงา, จังหวัดภูเก็ต จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 17 จังหวัดกระบี่, จังหวัดตรัง, จังหวัดพัทลุง, จังหวัดสตูล จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 18 จังหวัดสงขลา, จังหวัดปัตตานี, จังหวัดยะลา, จังหวัดนราธิวาส จำนวน 1 คน เขตพื้นที่ 19 กรุงเทพมหานคร, จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดปทุมธานี,จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 23 คน เฉพาะเขตพื้นที่ 19 นี้ให้เลือกตั้งแบบเป็นคณะ คณะละ 23 คน ให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตพื้นที่ต่างๆ ตามความในวรรคแรกจำนวน 41 คน เลือกตั้งกันเอง เป็นนายกสมาคม 1 คน และอุปนายก 2 คน สำหรับตำแหน่งกรรมการอื่นๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้งจากผู้ที่ได้รับเลือกตั้งตามความในวรรคแรก เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆของสมาคม ตามที่ได้กำหนดไว้ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังนี้ 13.1 นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารของสมาคม คณะกรรมการของสมาคม เป็นผู้แทน สมาคมในการติดต่อกับบุคลภายนอกและทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม คณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคม 13.2 อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม ปฏิบัติตามหน้าที่แทน นายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำ หน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน 13.3 เลขาธิการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมดเป็นหัวหน้า เจ้าหน้าที่ของสมาคม ในการปฏิบัติกิจการของสมาคมและปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำ หน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่างๆของสมาคม 13.4 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคมเป็นผู้จัดทำบัญชี รายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคมและเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ 13.5 ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ ของสมาคม และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆของสมาคม 13.6 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับเหรัญญิกในการ เรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก 13.7 ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและบุคคล โดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย 13.8 กรรมการตำแหน่งอื่นๆตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้นโดยมี
จำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งถือว่าเป็นกรรมการกลาง คณะกรรมการชุดแรก ให้ผู้เริ่มการจัดตั้งสมาคมเป็นผู้เลือกตั้ง ประกอบด้วยนายกสมาคมและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับของสมาคม ข้อ 14 ให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการเขตพื้นที่ 1 ถึงเขตพื้นที่ 18 เป็นประธานอนุกรรมการเขตพื้นที่โดยตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการเขตพื้นที่ 19 เลือกตั้งกันเองเป็นประธานอนุกรรมการเขตพื้นที่จำนวน 11 เขตพื้นที่ รวม 11 คน ดังนี้ เขตพื้นที่ 19.1 เขตบางกะปิ เขตคลองเตย เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง เขตปทุมวัน เขตดินแดง เขตวัฒนา เขตสะพานสูง เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.2 เขตบางนา เขตพระโขนง เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.3 เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่ม เขตหนองจอก เขตสายไหม เขตคันนายาว เขตมีนบุรี เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.4 เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตบางเขน เขตจตุจักร เขตพญาไท เขตบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.5 เขตยานนาวา เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ เขตบางคอแหลม เขตสาทร เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.6 เขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตบางขุนเทียน เขตจอมทอง เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.7 เขตตลิ่งชัน เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ เขตบางพลัด เขตทวีวัฒนา เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.8 เขตบางแค เขตภาษีเจริญ เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 19.9 จังหวัดนนทบุรี เขตพื้นที่ 19.10 จังหวัดปทุมธานี เขตพื้นที่ 19.11 จังหวัดสมุทรปราการ ข้อ 15 ให้ประธานอนุกรรมการเขตพื้นที่ตามข้อ 14 มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเขตพื้นที่จากสามัญสมาชิกภายในเขตพื้นที่ตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อช่วยบริหารกิจการของสมาคมภายในเขตพื้นที่ และนโยบายของคณะกรรมการบริหารสมาคมตามข้อบังคับฉบับนี้ คณะอนุกรรมการตามความในวรรคแรกมีอำนาจออกระเบียบหรือข้อบังคับของเขตพื้นที่โดยไม่แย้งหรือขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้ ข้อ 16 การเลือกตั้งคณะกรรมการตามความในข้อ 13 วรรคแรกให้นายกสมาคมเป็นผู้กำหนดวัน และเวลาในการเลือกตั้งตามความเหมาะสม ในแต่ละเขตพื้นที่โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ประธานอนุกรรมการเขตพื้นที่ทราบเพื่อดำเนินการ ประธานอนุกรรมการเขตพื้นที่มีหน้าที่เรียกประชุมสามัญสมาชิกในเขตพื้นที่เพื่อจัดให้มีการเลือก ตั้งตามความในวรรคแรก โดยส่งจดหมายลงทะเบียนทางไปรษณีย์เรียกประชุมถึงสมาชิกล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เฉพาะเขตพื้นที่ 19 ให้นายกสมาคมเป็นผู้ดำเนินการตามความในสองวรรคก่อนโดยอนุโลม ข้อ 17 ในการประชุมเลือกตั้งกรรมการตามข้อ 16 ให้ที่ประชุมแต่งตั้งสามัญสมาชิกคนหนึ่งเป็นประธานดำเนินการเลือกตั้ง ให้ประธานชี้แจงข้อบังคับและระเบียบวิธีการเลือกตั้งต่อที่ประชุม ต่อจากนั้นให้สมาชิกสามัญเสนอชื่อผู้ที่สมควรได้รับเลือกตั้งตามจำนวนที่จะต้องเลือกตั้งต่อที่ประชุม ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อหรือตัวแทนจะต้องอยู่ในที่ประชุม ถ้ารายชื่อที่มีผู้เสนอขึ้นมามีจำนวนเท่ากับกรรมการที่จะต้องเลือกตั้งก็ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนั้นได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการโดยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ข้อ 18 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้การดำเนินการดังนี้ (1) กำหนดหมายเลขประจำตัว ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ (2) แจกบัตรลงคะแนน ให้แก่สามัญสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (3) สามัญสมาชิกออกเสียงเลือกตั้ง โดยการเขียนหมายเลขประจำตัวผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ที่ตนเองประสงค์จะเลือกตั้ง (4) เมื่อสิ้นสุดเวลาลงคะแนนแล้ว ให้ประชาชนดำเนินการเลือกตั้งควบคุม ให้มีการนับคะแนนให้เสร็จภายในวันนั้นแล้วประกาศให้ผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้น ทราบผลการนับคะแนนว่าผู้ใดได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุด ก็ให้ผู้นั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง กรณีมีคะแนนเสียงเท่ากันให้ใช้วิธีจับสลาก ถ้าผู้ที่ได้รับคะแนนเท่ากันไม่อยู่ให้ประธานจับสลากแทน ข้อ 19 คณะกรรมการของสมาคมอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบ กำหนดตามวาระแล้ว คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปแทนก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้น ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ข้อ 20 ตำแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมารชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น ข้อ 21 กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ 21.1 ตาย 21.2 ลาออก 21.3 ขาดจากสมาชิกภาพ 21.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
ข้อ 22 กรรมการที่ประสงค์จะลาออกตำแหน่งกรรมการให้ผู้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์ต่อคณะกรรมการและให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก ข้อ 23 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ 23.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อ ข้อบังคับฉบับนี้ 23.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม 23.3 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ กรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการ สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง 23.4 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ 23.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ 23.6 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆตามที่ ข้อบังคับได้กำหนดไว้มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของ สมาคม 23.7 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกสามัญจำนวน 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดได้ เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ 23.8 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอจัดทำ บันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ 23.9 มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ ข้อ 24 คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง โดยให้จัดขึ้นภายในวันพุธที่สามของเดือน ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม ข้อ 25 การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด ข้อ 26 ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น กลับสู่ด้านบน
หมวด 4 การประชุมใหญ่
ข้อ 27 การประชุมใหญ่ของสมาคมมี 2 ชนิด คือ 27.1 ประชุมใหญ่สามัญ 27.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ ข้อ 28 คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ภายในเดือนมิถุนายน ของทุกๆปี ข้อ 29 การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น ข้อ 30 การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบและการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุม ข้อ 31 การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้ 31.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี 31.2 แถลงบัญชีรายรับและรายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ 31.3 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี 31.4 เรื่องอื่นๆถ้ามี ข้อ 32 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิดสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการของสมาคม เรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอจากการขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก ข้อ 33 การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด ข้อ 34 ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคม และอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น กลับสู่ด้านบน หมวด 5 การเงินและทรัพย์สิน
ข้อ 35 การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคาร กรุงไทย สาขา สุขุมวิท ข้อ 36 การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ที่ทำการแทนลงนามร่วมกับเหรัญญิก หรือเลขาธิการ พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้ ข้อ 37 ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 60,000 บาท (หกหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการและคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ข้อ 38 ให้เหรัญญิก มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้ ข้อ 39 เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรีบ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง ข้อ 40 ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต ข้อ 41 ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และสามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้ ข้อ 42 คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ กลับสู่ด้านบน หมวด 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
ข้อ 43 ข้อบังคับสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3ของ สมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ข้อ 44 การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมายมติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด ข้อ 45 เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกลงเป็นของ สมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย กลับสู่ด้านบน หมวดที่ 7 บทเฉพาะกาล
ข้อ 46 ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป ข้อ 47 เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ กลับสู่ด้านบน
|